วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555


บทความเรื่อง ป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชน บ้านวังน้ำมอก

บ้านวังน้ำมอก ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เป็นหนึ่งในชุมชนเข้มแข็งที่ได้รวมตัวกันลุกขึ้นมาพลิกฟื้นชีวิตป่า สร้างความเข้าใจกับธรรมชาติและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ตลอดจนบทบาทในการสร้างรายได้ อาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน ทำให้ชาวบ้านอยู่กันอย่างสามัคคี มีความรักในชุมชนและมีวิถีชีวิตแบบ “พอเพียง เผื่อแผ่ พอดี และภูมิใจในสิ่งที่ตนมี”นับเป็นแหล่งเรียนรู้ความสัมพันธ์ของทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมและวิถีชุมชนที่ดีอีกแห่งในประเทศไทย
ชาวบ้านวังน้ำมอกมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับป่าธรรมชาติที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ภูผีปอบ” ตั้งอยู่สุดเขตหมู่บ้าน มีอาณาเขตกว่า 3,500ไร่ เหตุเพราะมีป่าจึงเกิดมีอาชีพ มีศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนอาหารพื้นบ้าน แต่ด้วยการประกอบอาชีพในการตัดไม้เผาถ่านประกอบกับการให้สัมปทานป่าไม้ของภาครัฐในปีพ.ศ. 2507จึงทำให้ป่าอันอุดมสมบูรณ์ถูกทำลายลงไปมาก กระทั่งต้องมีการปลูกทดแทนใหม่หมด จนได้รับประกาศให้เป็นป่าชุมชนที่รักษาความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้ในปี พ.ศ.2537 
ชาวบ้านในชุมชนเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการรักษาป่าของตนมากขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าควรให้มีการอนุรักษ์ป่าไม้แถบลุ่มแม่น้ำโขงไว้ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวและเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับป่าและรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ในปัจจุบัน ชาวบ้านวังน้ำมอกมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับป่าชุมชนแห่งนี้ มีการจัดตั้งกลุ่มป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชน คอยให้ความรู้และกระตุ้นให้คนในชุมชนคิดค้นพัฒนาในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความตระหนักถึงประโยชน์ในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ทำให้ชุมชนมีความสามัคคี รู้จักช่วยเหลือเป็นหูเป็นตาดูแลป่า มีการกำหนดกฏเกณฑ์ชัดเจนในระเบียบวิธีการใช้ประโยชน์จากป่า โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน ทั้งการเก็บหน่อไม้ เก็บเห็ด หรือ เก็บรังผึ้ง ซึ่งถือเป็นตลาดธรรมชาติที่ยั่งยืนของชุมชนและเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาววังน้ำมอก



            นอกจากการใช้ชีวิตเคียงคู่ไปกับระบบนิเวศน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านวังน้ำมอกยังสามารถต่อยอดและเชื่อมโยงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างรายได้ให้ชุมชน เกิดเป็นวิถีชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน มีการสนับสนุนในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยการจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” เป็นที่ทำการหมู่บ้าน บริหารจัดการโดยชาวบ้านในหมู่บ้านเองทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น และให้ความรู้ในวิถีชีวิตอิงป่าธรรมชาติของบ้านน้ำมอก
นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบชนบทของบ้านน้ำมอก เข้าพักผ่อนแบบเรียบง่าย สนุกสนาน ในที่พักของชาวบ้านในแบบโฮมสเตย์ ลิ้มรสอาหารชุมชนที่มีวัตถุดิบจากป่าชุมชน ตลอดจนเดินศึกษาตามเส้นทางท่องเที่ยวป่าชุมชน ชื่นชมกับดอกกระเจียว9ชั้นในช่วงหน้าฝน (สิงหาคม-กันยายน) ศึกษาต้นยางนาสูงใหญ่ที่เป็นที่ขยายพันธุ์ของผึ้งตามธรรมชาติ พร้อมกับเรียนรู้วิถีชีวิตชนบทจากชาวบ้านเจ้าของศิลปะวัฒนธรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทำขันคู่ปีเพื่อสักการะพระเจ้าล้านทองที่เป็นที่เคารพบูชาของคนในชุมชน เยี่ยมชมหัตถกรรมพื้นบ้าน ตำฮูก ทอผ้า โคมไฟพาแลง ร่วมประกอบอาหารพื้นบ้าน ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลปกติสุขเจริญรุ่งเรืองทั้งผู้มาเยือนและเจ้าของบ้าน การใส่บาตรข้าวเหนียว รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดในการใช้ชีวิตคู่กับธรรมชาติอีกด้วย



ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ดีคือการฝึกตนให้เป็นคนอยู่ง่ายรับประทานง่าย เปิดใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสบายนัก ที่สำคัญคือควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของหมู่บ้าน เคารพในสิทธิของเจ้าของพื้นที่และไม่ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อปฏิบัติของชุมชน รวมถึงไม่ลบหลู่ความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่น

โดย       Wikalenda.com

บทความเรื่องธรรมชาติ

คำว่า ธรรมชาติ ใช้สำหรับบรรยายทุกสิ่งบน โลก ที่ไม่ได้ถูกสร้างโดยมนุษย์ อาทิเช่น มนุษย์ สัตว์ ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ หรือฝน เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ. นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษาการทำงานของธรรมชาติ


ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2525


รูปถ่ายโลก ถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยยานอะพอลโล่ 17

ในหลายๆ ด้านแล้ว กล่าวได้ว่าธรรมชาติและมนุษย์มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน บางคนมองธรรมชาติว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่เอามาเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เท่านั้น มนุษย์ตัดต้นไม้เพื่อนำไม้ไปเป็นเชื้อเพลิงหรือนำไปสร้าง บ้าน หรือเพื่อนำที่ดินไปทำสวน ปลูกผัก หรือสร้างรถ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปล่อยควันเสีย โดยเฉพาะในเมือง หรือการที่มนุษย์จับปลาอย่างมากมายโดยฆ่าทั้งปลาและทำอันตรายต่อสัตว์อื่นๆ ใต้น้ำ
ในขณะที่บางคนเลือกที่จะไม่ทำร้ายธรรมชาติ เพราะพวกเขารู้สึกว่าธรรมชาติมีความจำเป็นต่อพวกเขา พวกเขาจึงพยายามทำสิ่งที่ไม่มีผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย ปัญหาธรรมชาติจึงเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และกลายเป็นเรื่องการเมืองไปเสียแล้ว
มีบางคนคิดว่าอนาคตนี้มนุษย์จะไม่ต้องการธรรมชาติ และฉลาดพอที่จะสร้างสิ่งต่างๆ ทดแทนธรรมชาติได้ แต่อันที่จริงแล้ว มนุษย์เองก็เกิดจากธรรมชาติและธรรมชาติก็สร้างมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีสมองอันชาญฉลาด มีความสามารถที่จะปกป้องธรรมชาติจากอันตราย และช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้ หากธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไป มนุษย์อาจจะต้องอยู่อย่างลำบากมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราควรจะดูแลรักษาธรรมชาติ ธรรมชาติสามารถแสดงให้มนุษย์เห็นว่าจะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร และมนุษย์ศึกษาธรรมชาติ เพื่อที่จะเข้าใจและแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
ธรรมชาติในอีกความหมายหนึ่งคือ สิ่งที่มนุษย์กระทำขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วมนุษย์อีกคนหนึ่งแอบมองโดยไม่ได้ตั่งใจหรือตั่งใจ เช่น ธรรมชาติของคนที่โกรธจัดจะเป็นอีกแบบกับคนที่อารมณ์ดีซึ่งคนที่อารมณ์ดีจะหน้าดูกว่าคนที่อารมโกรธหรืออารมณ์ไม่ดี